วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เด็กไทยกับภาษาอังกฤษ และการรวมเป็นประชาคมอาเซียน !?



29/12/2554

รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ออกมาประกาศชัดเจนว่าในปีการศึกษา 2555 จะมีโครงการ Speaking English Year 2012 ที่ให้โรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการกว่า 30,000 แห่งกำหนดหนึ่งวันในหนึ่งสัปดาห์ ที่จะให้นักเรียนสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษ อาจจะไม่ต้องถึงขั้นทำการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ แต่เช้ามาเจอกันก็ Speak English ใส่กัน ช่วงเที่ยงเวลากินข้าวกันก็พูดคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ

เราเหลือเวลาอีกแค่ 4 ปีเท่านั้น ในปี 2558 ประเทศไทยจะต้องรวมเป็นประชาคมอาเซียน ที่มีผู้คนต่างเชื้อชาติ ต่างภาษาเดินทางหลั่งไหล แลกเปลี่ยนมายังประเทศไทย การทำมาหากิน การไปมาหาสู่กันจะสะดวกมากขึ้น ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้นแล้วภาษาอังกฤษจึงทำหน้าที่เป็นภาษากลางในการสื่อสารกันในภูมิภาคนี้

ปัญหามีอยู่ว่าเด็กไทยจำนวนมากยังไม่ตื่นตัวกับการรวมเป็นสมาคมอาเซียน เรามีการศึกษาเรียนรู้จักประเทศเพื่อนบ้านของเราน้อยมาก ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเราศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศในภูมิภาคเอเชียอาเซียนอย่างจริงจัง อีกเรื่องหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของเด็กไทยซึ่งยังอ่อนอยู่มาก เด็กไทยส่วนใหญ่เก่งไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ แต่สื่อสารไม่ได้ เพราะขาดโอกาสในการสื่อสาร และอาจเขินอายที่จะพูดภาษาอังกฤษ และปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งคือศักยภาพของครูผู้สอนภาษาอังกฤษในไทย จำนวนมากยังพูดภาษาอังกฤษไม่เป็น แล้วจะสอนให้เด็กพูดเป็นได้อย่างไร

โครงการ Speaking English Year 2012 ที่เพิ่งประกาศออกมา คงเป็นอีกความหวังหนึ่งในการกระตุ้นให้การศึกษาไทยใส่ใจกับการสื่อสารภาษาอังกฤษ เพื่อปรับตัวรับกับการรวมเป็นประชาคมอาเซียน
เป็นเรื่องให้ทุกภาคส่วนต้องใส่ใจในเรื่องนี้อย่างจริงจัง และอย่าให้ซ้ำรอยจากอดีต เพราะที่ผ่านมามีแต่นโยบาย แต่ไม่นำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง

ต้องลุ้นดูว่าปี 2555 จะเห็นภาพของเด็กไทยลุกขึ้นมาพูดภาษาอังกฤษกัน ในวันใดวันหนึ่งของสัปดาห์หรือไม่ ระยะเวลาที่เหลืออีก 3-4 ปียังทันที่เด็กไทยจะหัดพูดภาษาอังกฤษกันอย่างจริงจัง หาไม่แล้วเราจะล้าหลัง และแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านเราไม่ได้เลย

ฝ่ายข่าว Nation U Channel

ชุมชนวัดคุณหญิงส้มจีน หลังน้ำลด



23/12/2554

นักข่าวพลเมืองวันนี้ เป็นเรื่องของเยาวชนจิตอาสากลุ่มหนึ่งที่มีส่วนเข้าไปฟื้นฟูทำความสะอาดโรงเรียนของชุมชนวัดคุณ หญิงส้มจีน  ใน จ.ปทุมธานีและได้รับรู้เรื่องราวการช่วยเหลือกันในช่วงน้ำท่วมของชุมชนแห่งนี้ ติดตามจากรายงาน

“วันนี้ผมและเพื่อนๆ กลุ่มจิตอาสาได้เข้าไปช่วยทำความสะอาดโรงเรียนกับคนในชุมชนวัดคุณหญิงส้มจีน อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี  หลังจากที่ต้องเจอกับน้ำท่วมสูงมาเกือบเดือน  พร้อมมกับตามผู้นำชุมชนไปดูความสภาพชุมชนโดยรอบหลังน้ำลดลงจนเข้าสู่ภาวะปกติ พบว่าาหลายพื้นที่ยังไม่ได้รับการฟื้นฟู ชาวบ้านที่นี่เล่าฟังว่า ในช่วงที่น้ำท่วมหนักและความช่วยเหลือยังเข้าไปไม่ถึง ในเบื้องต้นพวกเขาช่วยกันจัดตั้งศูนย์พักพิงชุมชนขึ้นในโรงเรียนวัดคุณหญิงส้มจีน   หลังจากนั้นแกนนำชุมชน ผู้นำศาสนา ตลอด จนครูในโรงเรียน ประสานของการสนับสนุนจากภายนอกจากผู้มีจิตอาสา หน่วยงานภาคเอกชน จนทำให้ชุมชนสามารถผ่านวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ไปได้กระทั่งเริ่มกลับมาฟื้นฟูชุมชน

ผมในฐานะที่เป็นผู้เข้าไปเยือนชุมชนแห่งนี้ ได้ยินได้ฟัง แบบนี้ก็รู้สึกว่าถึงแม้น้ำจะท่วมสูงแค่ไหน แต่ชุมชนก็สามารถบริหารจัดการกันเองได้ และ ทำให้กลายเป็นชุมชนเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ อย่างยั่งยืน

นักข่าวพลเมือง ThaiPBS

ชุมชนที่ถูกลืม



23/12/2554

ในช่วงวิกฤตน้ำท่วมที่ผ่านมา ชาวบ้านที่นี่ ต้องรวมกลุ่มกัน จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวที่โรงเรียนวัดคุณหญิงส้มจีนในชุมชนกันเอง โดยที่ความช่วยเหลือจากภาครัฐเข้าไม่ถึง ทั้งๆที่ ตัวชุมชนก็ไม่ได้อยู่ลึกจากถนนใหญ่มากนัก และถึงแม้ว่าน้ำได้ลดระดับลงเข้าสู่ภาวะปกติแล้วชุมชนแห่งนี้ ก็ยังไม่ได้รับการฟื้นฟูจากหน่วยงานท้องถิ่นของรัฐ หรือนักการเมืองที่พวกเขาได้เลือกไป แต่อย่างใด ชาวบ้านมองว่า พวกเขาอยู่ในชุมชนที่ถูกลืม

ชุมชนแห่งนี้มีผู้นำชุมชน  ผู้นำศาสนา และผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นหลักในการติดต่อประสานขอความช่วยเหลือ จากผู้ใจบุญหรือหน่วยงานจากภาคเอกชน เป็นภาพของความสามัคคี การร่วมแรงร่วมใจเพื่อให้คนในชุมชนอยู่รอด จนกระทั่งสามารถผ่านวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ไปได้ และต่อจากนี้พวกเขาก็จะร่วมกันฟื้นฟูชุมชนอันเป็นที่รักให้กลับมาเป็นดังเดิม

มหาวิทยาเนชั่น ศูนย์การศึกษาเนชั่นทาวเวอร์ได้รับมอบหมายจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาให้เข้าช่วยฟื้นฟูโรงเรียนวัดหญิงส้มจีนตามนโยบายพี่ช่วยเหลือน้อง

ภัทรเศรษฐ์ ตั้งพจน์ทวีพร หนึ่งในนักศึกษามหาวิทยาลัยเนชั่น ศูนย์การศึกษาเนชั่นทาวเวอร์เปิดเผยว่า ถึงแม้จะเหนื่อยกับการทำความสะอาดฟื้นฟูโรงเรียนในครั้งนี้ แต่ก็ภูมิใจ และหลังจากที่ทราบว่าน้องๆส่วนใหญ่ ตามผู้ปกครองมาทำงานในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร บางส่วนมีปัญหาทางครอบครัว ก็เป็นห่วงอย่างมาก

นี่ถือเป็นครั้งแรกของนักศึกษาปี 1 ม.เนชั่นเหล่านี้ ในการทำกิจกรรมจิตอาสา ฟื้นฟูโรงเรียนหลังน้ำลด นอกจากความภาคภูมิใจที่ได้ทำประโยชน์เพื่อสังคมแล้ว สิ่งสำคัญที่พวกเราได้รับเป็นข้อคิดกลับคืนมาก็คือ การลุกขึ้นต่อสู้ด้วยลำแข้งตัวเองของชุมชนที่เข้มแข็งแห่งนี้ เป็นบทเรียนของการใช้ชีวิตว่า ความสามัคคีของทุกคนในชุมชน เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งชีวิตที่มีคุณภาพ

ฝ่ายข่าว Nation U Channel

เด็กไทยเรียนหนักติดอันดับโลก



15/12/2554

เป็นเรื่องที่พูดกันมายาวนานว่า จะปฏิรูปการศึกษา แต่ปัจจุบันก็ยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันก็มีข้อมูลที่ตอกย้ำที่ความล้มเหลวของการจักการศึกษาในประเทศไทย สถิติจากนักวิจัยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  กล่าวว่า ประเทศไทยถูกจัดลำดับที่ มีเวลาเรียนที่เยอะที่สุดในโลก เมื่อรองมาจากประเทศญี่ปุ่น เหตุที่เรียนหนักจึงส่งผลทำให้มี เด็กไทย ต้องออกกลางคันจำนวนปีละ 900,000 คน ต่อปีและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี และมีปัญหา ตั้งครรภ์ ก่อนวัยอันควรจำนวน 1,500,000 คน ใน 2 ปีที่ผ่านมา และยังมีเยาวชนติดโรคเอดส์ จำนวน 1,358,000 คน ใน 3 ปี และจะเพิ่มขึ้นทุกปี และมีค่าเรียนที่แพง จนมีเด็กไทยหลายคน เลือกทำอาชีพที่ผิดกฎหมายกันมากขึ้น จำนวน 386,250 คน ต่อปี เด็กที่ประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมาย เช่น ข่ายตัว ค้าขายเสพติด เป็นต้น สาเหตุที่เด็กทำผิด เฉพาะ ต้องการหาเงินเป็นค่าเรียน และ การเรียนพบว่า เด็กไทยมีเวลาเรียนวันละ 8-10 คาบ ต่อวัน แต่มีเด็กจำนวนไม่น้อยไม่อยากเรียนหนังสือเพราะเบื่อหน่วย และที่น่าเป็นห่วงที่สุด เด็กจำนวน ร้อยละ 87 มีเวลา  พูดคุยกับ พ่อแม่ วันละ 10 นาที จึงทำให้เด็กไม่มีเวลาได้บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ

ลักษณะของการศึกษาไทยเป็นลักษณะสายพาน โรงเรียนเป็นโรงงานอุตสาหกรรม นักเรียนเป็นผลิตภัณฑ์ ทำให้เกิดการแข่งขันเพื่อให้สามารถเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของรัฐ โดยลืมนึกไปถึงการประกอบอาชีพในอนาคต มีนักเรียนที่เรียนสายสามัญมากกว่าสายอาชีพ ทั้งๆที่ตลาดแรงงานต้องการผู้ที่จบสายอาชีพมากกว่า ก่อให้เกิดปัญหาการว่างงาน ส่งผลกระทบไปทั่ว เพราะการที่การศึกษาไทยสอนแต่เรื่องวิชาการ แต่ลืมสอนให้ทำความรู้จักตนเอง และการเป็นอยู่

ภาพของการศึกษาไทยในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นภาพที่การศึกษาโดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเน้นย้ำ แต่กลับเป็นการนำตารำเป็นศูนย์กลาง ขณะเดียวกันก็มีการลดจำนวนชั่วโมงเรียน วิชาศีลธรรม หรือ พระพุทธศาสนา แล้วไปเพิ่มวิชาที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีแทน

ตอนนี้ต้องรีบปฏิรูปการศึกษาให้เร็วที่สุด โดยนำศีลธรรมกลับมาเป็นแกนหลัก มิเช่นนั้นประเทศไทยจะมีแต่ปัญหา มีแต่คนเห็นแก่ตัว มีการการแข่งขัน ประเทศไทยจะเดินต่อไปไม่ ไม่สงบสุข

ฝ่ายข่าว Nation U Channel

มีแนวคิดยุบรวมมหาวิทยาัลัยรัฐ



9/12/2554

มติคณะรัฐมนตรีออกมาชัดเจนแล้วว่าเห็นด้วยกับมาตรการยุบรวมมหาวิทยาลัย ในต่างจังหวัดที่มีมหาวิทยาลัยมากกว่า 2 แห่งขึ้นไป รวมให้เป็นมหาวิทยาลัยเดียว ในจังหวัดเดียว หรือพูดง่ายๆคือ 1 จังหวัด 1 มหาวิทยาลัย นำร่อง 6 แห่ง ใน 7 จังหวัด ชุมพร-สุราษฎร์ฯ-ตาก-ระยอง-กระบี่-กาฬสินธุ์

ตัวอย่างเช่นจังหวัดชุมพรมีมหาวิทยาลัยอยู่ 2 แห่งคือมหาวิทยาลัยแม่โจ้ วิทยาเขตชุมพร และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตชุมพร จะต้องรวมกันเป็นมหาวิทยาลัยเดียว สาเหตุที่ต้องยุบรวมมหาวิทยาลัยเพราะ ไม่คุ้มค่าที่จะจ่ายงบประมาณให้กับสถานศึกษาที่มีนักศึกษาน้อย และที่น่าสนใจคือกระทรวงศึกษาธิการคาดการณ์ว่า อีก 30 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรลดลง คนเรียนมหาวิทยาลัยรัฐน้อยลง และเพิ่มความเข้มแข็งให้สถาบันอุดมศึกษา ให้มีคุณภาพ-ประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของท้องถิ่น

ชีพจรข่าวมองว่าการคาดการณ์ของกระทรวงศึกษาธิการว่า อีก 30 ปี จะมีคนเรียนมหาวิทยาลัยรัฐน้อยลง สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะมหาวิทยาลัยเอกชนได้รับความนิยมมากขึ้น

ขณะเดียวกันก็ได้วิเคราะห์ต่อว่า การยุบรวมมหาวิทยาอาจจะเป็นการปูทางไปสู่การปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทย ซึ่งพูดกันมายาวนานแต่ไม่เคยทำให้เป็นรูปธรรม และหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ แสงสว่างของการปฏิรูปการศึกษาไทย อาจชัดเจนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ก็เป็นไปได้

ฝ่ายข่าว Nation U Channel

โมลเดวแก้น้ำท่วมระยะยาว



2/12/2554

น้ำท่วมเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดได้ แต่สามารถหาวิธีลดความรุนแรงและบรรเทาผลกระทบและความสูญเสียที่จะเกิดได้ โดยมาตรการป้องกันความเสียหายและบริหารจัดการน้ำท่วม เป็นการพยายามเรียนรู้และเข้าใจในผลกระทบจากน้ำท่วมที่มีต่อชุมชน สังคม  เศรษฐกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณลุ่มน้ำและพื้นที่น้ำท่วมถึง  แนวทางการป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วมและการบริหารจัดการน้ำท่วมประกอบไปด้วย มาตรการที่นำสิ่งก่อสร้างมาใช้ลดขนาดความรุนแรงของน้ำท่วม  เช่น  การปรับปรุงสภาพลำน้ำ  การใช้อ่างเก็บน้ำ เขื่อนและพนังกั้นน้ำ  เป็นต้น  นอกจากนั้นยังมีมาตรการไม่ใช้สิ่งก่อสร้างซึ่งประกอบไปด้วยมาตรการสำหรับการป้องกันความเสียหายและการบรรเทาทุกข์  เช่น  การวางผังเมือง  การพยากรณ์และเตือนภัยน้ำท่วม ซึ่งโดยทั่วไปควรใช้มาตรการทั้งสองอย่างร่วมกันเพื่อประสิทธิภาพในการบรรเทาภัยพิบัติที่ดียิ่งขึ้น

งานบรรเทาปัญหาน้ำท่วมจะทำการวิเคราะห์เพื่อแก้ปัญหาโดยเลือกจากหนึ่งหรือหลายๆข้อในหัวข้อต่อไปนี้เพื่อใช้ลดความรุนแรงของเหตุการณ์น้ำท่วม

1.    การลดอัตราการไหลของน้ำโดยการใช้วิธีต่างๆเพื่อชะลอการไหลของน้ำ
2.    การควบคุมปริมาณการไหลโดยกักน้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำหรือแหล่งเก็บกักน้ำเพื่อควบคุมปริมาณน้ำไม่ให้ไหลมากเกินไปโดยเฉพาะในช่วงน้ำท่วม
3.    การจำกัดเส้นทางการไหลของลำน้ำโดยการสร้างพนังกั้นน้ำหรือคลอง
4.    การปรับปรุงสภาพลำน้ำและสภาพการไหล  เช่น การสร้างทางระบายน้ำอ้อมตัวเมืองเพื่อลดระดับความสูงของน้ำในลำน้ำสายหลัก
5.    การระบายน้ำออกจากลำน้ำที่มีสภาพวิกฤต  เช่น  การใช้เครื่องสูบน้ำ

สำหรับการนำมาตรการใช้สิ่งก่อสร้างมาใช้  สิ่งสำคัญที่ควรพิจารณาคือการเลือกใช้วิธีแก้ปัญหาวิธีใดวิธีหนึ่งที่กล่าวมาแล้วข้างต้น  อาจเกิดผลกระทบกับสมดุลของแม่น้ำสายเดิมหรืออาจทำให้สภาพการเก็บกักน้ำในพื้นที่ของน้ำลดลงและทำให้อัตราการไหลมีค่าเพิ่มขึ้น  ดังนั้นจึงต้องมีการศึกษาเพื่อหาวิธีอื่นมาใช้แก้ปัญหา  เช่น  การปรับปรุงลักษณะภูมิทัศน์ของลำน้ำหรือการปรับสภาพพื้นผิวลำคลองโดยดาดผิวด้วยวัสดุที่ช่วยลดความเร็วในการไหล 

ส่วนมาตรการไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง  เป็นมาตรการที่ไม่ได้เน้นงานสิ่งปลูกสร้างถาวรโดยอาจมีสิ่งก่อสร้างชั่วคราว  เช่น  กำแพงกั้นน้ำ  กระสอบทราย เป็นต้น ดังนั้นจึงมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย การประเมินผลเพื่อตัดสินใจในการหาแนวทางแก้ปัญหาโดยใช้มาตรการไม่ใช้สิ่งก่อสร้างเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร  เนื่องจากการกำหนดนโยบายบางอย่างอาจส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ  สังคมมากกว่ามาตรการใช้สิ่งก่อสร้าง  นอกจากนั้นยังต้องศึกษาให้คลอบคลุมเพื่อให้ถูกกฎหมายด้วย

มาตรการไม่ใช้สิ่งก่อสร้างประกอบด้วยสองมาตรการ ได้แก่ มาตรการที่พยายามจะทำให้เกิดน้ำท่วมได้ยากขึ้น เช่น การจัดการใช้สอยที่ดิน การวางผังเมือง การควบคุมสิ่งปลูกสร้างและการขยายเมือง  การเวนคืนที่ดินและการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบริเวณทางน้ำท่วม  การปรับปรุงสภาพอ่างเก็บน้ำ  การเก็บกักและควบคุมปริมาณน้ำในพื้นที่ เป็นต้น และมาตรการลดผลกระทบจากน้ำท่วมช่วยให้ประชาชนได้รับความเสียหายและมีผลกระทบกับชีวิตประจำวันน้อยลงกว่าเดิม เช่น  การพยากรณ์และเตือนภัยน้ำท่วม  การให้ความรู้และข้อมูลสาธารณะ  การป้องกันน้ำท่วมสิ่งปลูกสร้าง  การอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย  แผนรับมือน้ำท่วม  แผนบรรเทาทุกข์  การประกันภัยน้ำท่วม  การปรับเปลี่ยนสภาพน้ำท่วม  เป็นต้น

แนวทางที่ดีในการป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วมควรใช้มาตรการหลายอย่างร่วมกัน  โดยมาตรการที่เลือกใช้มีทั้งมาตรการใช้สิ่งก่อสร้างและไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง  ประสิทธิภาพและความสำเร็จในการบรรเทาความเสียหายจากน้ำท่วมขึ้นอยู่กับปัจจัยสองอย่างคือ การเข้าใจและยอมรับในการเกิดน้ำท่วมและการตอบสนองจากทั้งภาครัฐและภาคประชาชนในการดำเนินการตามแผนบริหารจัดการน้ำท่วม

กระทบไหล่บก.OK Nation ลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมย่านคลองสามวา



17/11/2554

ทีมข่าวเนชั่นยู พร้อมกับบล็อก OK Nation ลงพื้นที่นำสิ่งของบริจาค และถุงยังชีพ มอบให้แก่ชาวชุมชนหมู่บ้านพฤกษาวิลล์ซอยพระยาสุเรนทร์ 23 และหมู่บ้านคาซาลีน่า ซอยนิมิตใหม่ 20 ซึ่งถ้าสังเกตระดับน้ำหน้าหมู่บ้าน บริเวณถนนใหญ่จะเห็นได้ว่า น้ำลดลงจนเกือบเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ถ้าลึกเข้าไปในตัวหมู่บ้าน น้ำยังท่วมสูงอยู่ ลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ตัวแทนชาวบ้านบอกกับทีมข่าวเนชั่นยูว่า น้ำได้เอ่อล้นเข้ามาในตัวหมู่บ้านตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมาแล้ว แม้ว่าทางหมู่บ้านจะเตรียมตั้งรับด้วยการสร้างกระสอบทราย และติดตั้งเครื่องสูบน้ำเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่สามารถต้านทานกับมวลน้ำก้อนใหญ่ ที่ไหลเอ่อมาจากคลองบางชันหลังหมูบ้านได้ และหลังจากที่น้ำเข้าท่วมเต็มพื้นที่ของตัวหมู่บ้าน ก็ทำให้ชาวบ้านกว่า 70 % ตัดสินใจอพยพออกนอกพื้นที่

น้ำที่ท่วมขังอยู่หลายสัปดาห์ ทำให้ชาวบ้านเริ่มเรียนรู้ที่จะปรับตัว และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อย่างเช่นคุณกัลยา มาลัยมาตร์ ชาวชุมชนหมู่บ้านพฤกษาวิลล์ ซอยพระยาสุเรนทร์ 23 ซึ่งเธอได้แบ่งปันความรู้ในเรื่องการป้องกันไม่ให้น้ำเข้าบ้าน กับเพื่อนบ้านของเธอเอง

จากนั้นทีมข่าวเนชั่นยู และบล็อก OK Nation ได้เดินทางต่อไปยังหมูบ้านคาซาลีน่า ซอยนิมิตใหม่ 20 ซึ่งตลอดทางที่เราเข้าไปในตัวหมู่บ้าน พบว่ามีการสร้างสะพานให้คนเดินเข้าไปในตัวหมู่บ้านอย่างแข็งแรง ช่วยให้การเดินทางของคนในหมู่บ้านสะดวกมากขึ้น นี่แสดงเห็นว่าคณะกรรมการหมู่บ้านมีการวางแผนช่วยเหลือลูกบ้านเป็นอย่างดี

ชาวบ้านที่นี่ยืนยันที่จะไม่อพยพออกนอกพื้นที่ เพราะพวกเขายังสามารถดูแลกันเองและแบ่งปันซึ่งกันและกันได้ ก่อนหน้าที่น้ำจะท่วม ได้มีการเตรียมตัว ทั้งซื้ออาหารเก็บตุน และซื้อเครื่องสูบน้ำไว้แล้ว พวกเขาไม่เคยหวังพึ่งความช่วยเหลือจากภาครัฐ  แต่เน้นที่การพึงพาตนเองมากกว่า

ปัจจุบันระดับน้ำที่ท่วมขังอยู่ในชุมชนทั้งสองเริ่มลดลง เล็กน้อย แต่ชาวบ้านคิดว่า กว่าทุกอย่างจะเข้าสู่ภาวะปกติ ก็อาจใช้เวลายาวนานไปถึงหนึ่งเดือน  สิ่งที่พวกเขาทำกันได้ตอนนี้ นอกจากการปรับตัว คือการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน และเราจะฝ่าวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ไปด้วยกัน

ฝ่ายข่าว Nation U Channel